บทนำ

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา         

              โรคหอบหืดเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ในทุกช่วงอายุคาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคหอบหืดทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และมลพิษทางอากาศต่าง ๆ เช่น ฝุ่นละออง หรือควันจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มมากขึ้นในทุก ๆ ปี  ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกประมาณว่าในปี พ.ศ.2547 มีผู้ป่วยโรคหืดประมาณ 300 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 400 ล้านคน  ในปี พ.ศ.2567  สำหรับประเทศไทย พบว่า ประชากรกว่า 3 ล้านคน ได้รับการวินิจฉัยว่เป็นโรคหืด (วชิระ วงศ์ธนสารสิน   และเกรียงศักดิ์ ปิ่นตาธรรม)  สถานการณ์โรคหอบหืดในประเทศไทยรุนแรงขึ้นทุกปี การสำรวจล่าสุด พบว่ามีผู้ใหญ่เป็นโรคหอบหืด (ช่วงอายุ 20-44 ปี) ประมาณร้อยละ 4 - 6 % ของจำนวนประชากรทั้งหมด ในผู้ใหญ่ที่เป็นโรคหอบหืด  จากข้อมูลดังกล่าวในงานบริการวิสัญญีมีแนวโน้มที่ให้บริการระงับความรู้สึกในผู้ป่วยกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นด้วย

              งานบริการวิสัญญี  บริการให้ยาระงับความรู้สึกแก่ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดและทำหัตถการ  ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน  ทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน  เทคนิคการให้ยาระงับความรู้สึกเลือกตามความเหมาะสมของคนไข้และหัตถการการผ่าตัด  การให้ยาระงับความรู้สึกทั่วไปชนิดใส่ท่อช่วยหายใจ (general anesthesia with intubation) เป็นวิธีการให้ยาระงับความรู้สึกที่ใช้มากที่สุดในการบริการทางวิสัญญี  ภาวะหลอดลมหดเกร็ง (bronchospasm) พบร้อยละ 3.0 - 12.9 ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่ พบเป็นอันดับสอง ในการให้ยาระงับความรู้สึกทั่วไปชนิดใส่ท่อช่วยหายใจ และอาจคุกคามขั้นรุนแรงถึงชีวิต (life threatening complication) เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะขาดออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์คั่ง ภาวะเลือดเป็นกรด หากยังไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้เกิดภาวะความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นช้า ventricular dysrhythmia  และเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นในที่สุดทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ (เครือทิพย์  วัฒนชีพ และคณะ : 2556)  ในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่ต้องได้รับยาระงับความรู้สึกจะมีภาวะไวเกินกว่าเหตุต่อการกระตุ้นจากสิ่งต่างๆ  เมื่อมีการกระตุ้นจะทำให้กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลมหดเกร็งและรุนแรงกว่าผู้ป่วยทั่วไป

              กลุ่มงานการพยาบาลวิสัญญี  โรงพยาบาลสุรินทร์  มีเจตจำนงให้บริการระงับความรู้สึกอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ  เป้าหมายเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับบริการแบบองค์รวมอย่างมีคุณภาพ และได้รับความพึงพอใจสูงสุด  จากสถานการณ์ของโรคและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจพัฒนาแนวทางปฏิบัติทางคลินิกการป้องกันและจัดการภาวะหลอดลมหดเกร็งในผู้ป่วยหอบหืดที่ได้รับยาระงับความรู้สึกทั่วร่างกายร่วมกับใส่ท่อช่วยหายใจโดยการมีส่วนร่วมของผู้ปฏิบัติงานและผู้พัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิก  เป็นการพัฒนาแนวปฏิบัติทางคลินิกด้วยการใช้การค้นคว้าหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อให้วิสัญญีพยาบาลผู้ปฏิบัติ ได้มีแนวทางการปฏิบัติงานใช้ในการตัดสินใจได้อย่าง เหมาะสม ปลอดภัย  และไม่ก่อให้เกิดอันตรายระดับรุนแรงกับผู้ใช้บริการต่อไป

ผู้ตั้งกระทู้:นาง มาลีพร จันทึก จำนวนครั้งที่อ่าน : 1 ครั้ง

เอกสารแนบ